การเหยียดผิวในการเเข่งขัน

ufa11-พนันบอล-เเทงบอล-บอลสด-สูงต่ำ-ufa11betufa11-พนันบอล-เเทงบอล-บอลสด-สูงต่ำ-ufa11bet

น่าเสียดายที่เกมดีๆ และเข้มข้นที่สุดนัดหนึ่งในเซเรีย อาฤดูกาลนี้ถูกบดบังด้วยพฤติกรรมน่ารังเกียจของแฟนบอล..

เกมระหว่าง อินเตอร์ มิลาน กับ นาโปลี ที่สนามจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า เมื่อคืนบ๊อกซิ่งเดย์นั้นน่าสนใจ ตั้งแต่ก่อนเริ่มเตะแล้วครับ เพราะนอกจากจะเป็นทีมใหญ่ทั้งคู่ อินเตอร์ อันดับสาม นาโปลี รองจ่าฝูงเตะกันทีไรหวดกันไฟแลบแล้ว ยูเวนตุสทีมนำที่เตะจบไปก่อนก็ไปสะดุดเสมอที่แบร์กาโม่

เดิมพันของเกมนี้จึงมากกว่าเดิม ลนให้สถานการณ์ร้อนแรงขึ้นในตัวโดยไม่จำเป็นต้องมีเชื้อเพลิงอะไรเพิ่มเข้าไปอีก

เเทงบอลออนไลน์

ufa11-พนันบอล-เเทงบอล-บอลสด-สูงต่ำ-ufa11bet

ufa11-พนันบอล-เเทงบอล-บอลสด-สูงต่ำ-ufa11bet

แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นสิครับ เพราะความดุเดือดของเกมถูกบดบังด้วยเสียงโห่ร้องเลียนแบบลิงที่พุ่งเป้าเข้าใส่ คาลิดู คูลิบาลี่ ปราการหลังผิวดำทีมชาติเซเนกัลของนาโปลีตลอดทั้งเกม

จะมีที่มาที่ไปก่อนหน้านั้นอย่างไรไม่เกี่ยวนะครับ เรื่องอย่างนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในสนามฟุตบอลอยู่แล้ว เพราะมันคือการแสดงพฤติกรรมเหยียดสีผิว เหยียดชาติพันธุ์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ก่อนเกมจะเตะมีการปะทะกันระหว่างแฟนบอลทั้งสองฝ่าย กองเชียร์นาโปลีถูกมีดแทงต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล 4 คน แต่กองเชียร์อินเตอร์กลายเป็นศพไปหนึ่งรายจากการถูกรถพุ่งชน

ตำรวจรวบตัวแฟนบอลกลุ่มอุลตร้าส์ของทีมเนรัซซูรี่ได้ 2 คนและกำลังไล่ล่าตัวการคนอื่นๆ เพิ่ม

เหตุการณ์ก่อนเริ่มเกมนี้อาจมีส่วนทำให้บรรยากาศในสนามตึงเครียดขึ้น เมื่อการพูดกันปากต่อปากบนอัฒจันทร์กลายเป็นการเพาะบ่มความโกรธแค้นให้โถมทับเป็นทวีคูณ

กองเชียร์งูใหญ่ที่เพิ่งสูญเสียเพื่อนร่วมอุดมการณ์ไปหนึ่งศพจึงพยายามหาทางระบายความแค้นนั้นออกมาด้วยการมองหาเหยื่อที่เป็นเป้าหมาย และมันหนีไม่พ้นนักเตะตัวใหญ่ผิวดำของผู้มาเยือนจากเนเปิ้ลส์

ผมเคยเขียนถึงเรื่องเหยียดผิว ว่าด้วยวัฒนธรรมและสังคมของเรานั้นไม่อาจเข้าใจความรุนแรงของการเหยียดผิวจริงๆ ได้เลย

เพราะเราอยู่ร่วมกับความหลากหลายด้วยไมตรีมาตลอด มีรอยยิ้ม มีความโอบอ้อมอารี มีมิตรภาพในแบบสังคมไทย เรียกไอ้เตี้ย ไอ้ดำ ไอ้หงอก ไอ้เหยินก็ยังเป็นเพื่อนกันได้เพราะมันเป็นการเรียกที่ไม่ได้มีเจตนาดูถูกหรือเหยียดหยามความแตกต่างทางสรีระหรือสีผิว

แต่ความเกลียดชังจำพวกคนผิวขาวเกลียดคนผิวดำ คนผิวขาวเกลียดคนผิวเหลืองนั้นมีจริงและรุนแรงจริง ทำร้ายร่างกายถึงขั้นฆ่ากันเพียงเพราะสีผิวที่ถูกรังเกียจจริง

ไม่น่าเชื่อนะครับ.. แต่มันก็มีจริงในบางมุมของโลก

ดูบอลออนไลน์

แม้จะรณรงค์กันมาหลายสิบปีและโลกผ่านเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีครอบชีวิตประจำวัน ความรู้และพัฒนาการใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่การเหยียดผิวก็ยังไม่หมดไปจากสังคม มันยังมีอยู่ และยังรุนแรงอยู่ มันเป็นเหมือนยีนแห่งความรุนแรงที่ฝังอยู่ในตัวเรา ล้างไม่ออก

ใครที่ได้ดูเกมนี้คงนั่งไม่ติดเก้าอี้กับความข้นคลั่กของเกม มันเป็นเกม 5 ดาวที่สนุกจริงๆ ครับ บอลเคลื่อนเร็ว แลกกันทีต่อที ผลัดกันสร้างโอกาสทำประตูเป็นระยะ บีบเข้าใส่กัน อัดกัน บดบี้กัน

เป็นเกมคุณภาพมากๆ เกมหนึ่งแต่มันแปดเปื้อนไปแล้วด้วยการกระทำอันน่ารังเกียจของกองเชียร์กลุ่มเดียว

ความรุนแรงของพฤติกรรมเหยียดผิวในเกมนี้มากขนาดไหนน่ะหรือครับ ก็ขนาดที่ คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือนาโปลีบอกว่าสัมผัสได้ตั้งแต่นาทีแรก และทนรับไม่ได้ถึงขั้นต้องร้องขอกรรมการให้ยกเลิกการแข่งขันไปเลย

ไม่ได้ขอแค่ครั้งเดียวด้วยนะครับ คาร์เล็ตโต้ขอให้ยกเลิกเกมถึง 3 หน..

เขาทนไม่ได้ที่ต้องเห็นลูกทีมของตัวเองเหมือนถูกรุมฆ่าอยู่กลางสนามเพียงลำพังอย่างนั้น

กระนั้นผู้ตัดสินก็ไม่อาจยกเลิกเกมได้ แต่ให้ทางอินเตอร์เจ้าของสนามประกาศขอความร่วมมือกองเชียร์ของตัวเองผ่านลำโพงแทน

มีการประกาศจากโฆษกสนาม 3 ครั้ง ทั้ง 3 ครั้งได้รับการตอบรับด้วยเสียงร้องเลียนแบบลิงที่ดังกระหึ่มกว่าเดิม

หลังจบเกมอันเชล็อตติยอมรับว่าเขาอยากจะให้ลูกทีมทุกคนวอล์คเอ๊าต์ออกจากสนามเป็นการประท้วงไปเลยด้วยซ้ำแม้จะรู้ว่าเป็นการเสี่ยงกับการถูกปรับแพ้ก็ตาม

ถ้าใครได้ดูการถ่ายทอดสดก็จะเห็นว่าจังหวะที่คูลิบาลี่ถูกใบเหลืองที่สองจากการปรบมือประชดนั้น เพื่อนร่วมทีมนาโปลีหลายคนพยายามอธิบายกับผู้ตัดสินว่าเป้าหมายที่คูลิบาลี่ตั้งใจปรบมือประชดใส่นั้นไม่ใช่กรรมการแต่เป็นบรรดากองเชียร์บนอัฒจันทร์ที่โห่ใส่เขาต่างหาก

นักเตะอินเตอร์อย่าง เมาโร อิการ์ดี้ และ ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ เดินเข้าไปหาคูลิบาลี่ทันที ทั้งคู่รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนร่วมอาชีพเพราะได้ยินเสียงโห่ตลอดเกมเช่นกัน

อิการ์ดี้ โอบและกอดคอ คูลิบาลี่ พูดปลอบประโลมกองหลังเซเนกัลให้สงบสติอารมณ์ ซึ่งด้วยฐานะที่เป็นกัปตันทีมงูใหญ่ นี่คือการแสดงจุดยืนที่น่าชื่นชมของกองหน้าอาร์เจนไตน์ เพราะเขาเป็นกระบอกเสียงแทนสโมสรอินเตอร์ มิลานว่าจะไม่อยู่ข้างแฟนบอลที่น่ารังเกียจกลุ่มนี้เด็ดขาด

ล่าสุดนายกเทศมนตรีของเมืองมิลานที่เป็นแฟนบอลอินเตอร์ก็ออกมาแสดงความเสียใจและกล่าวขอโทษคูลิบาลี่แทนชาวเมืองมิลานทุกคนด้วย

เรื่องนี้ไม่รู้จะสืบหาคนผิดอย่างไรเหมือนกันนะครับเพราะเสียงโห่ที่เกิดขึ้นนั้นดังไปทั่วสนามจริงๆ มันเป็นพฤติกรรมร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจำนวนไม่น้อย

ที่แน่ๆ มันตอกย้ำให้เรารู้ว่าสำหรับคนบางกลุ่มแล้ว ความเกลียดชังชาติพันธุ์และเหยียดสีผิวยังฝังอยู่ในสันดานไม่มีวันล้างออก

จากจุดเริ่มต้นที่การวิวาทนอกสนามแล้วอารมณ์ค้างเข้ามาถึงเกมในสนาม ควบคุมความโกรธแค้นไม่อยู่จนต้องระบายสันดานดิบออกมาด้วยการด่าทอเหยียดหยามนักฟุตบอลที่ไม่อีโหน่อีเหน่คนหนึ่ง

   เหยียดสีผิว เหยียดชาติพันธุ์.. อินเตอร์ มิลานอาจชนะในเกมนี้ แต่พวกเขา.. หรือความจริงคือวงการฟุตบอลทั้งหมด.. พ่ายแพ้ต่อโลกและสังคมแห่งความเกลียดชังอีกครั้ง

สมัครสมาชิก ufaoneone คลิกเลย

…..การเหยียดผิวคืออะไร(สำหรับคนที่ยังไม่รู้)…..

การถือผิวในประเทศแอฟริกาใต้ เป็นระบบการแบ่งแยกกลุ่มคนต่างเชื้อชาติในประเทศแอฟริกาใต้ออกจากกัน บังคับใช้โดยรัฐบาลของพรรค National Party ในประเทศแอฟริกาใต้ ระหว่างปี ค.ศ. 1948-1994

การแบ่งแยกคนต่างเชื้อชาติในประเทศแอฟริกาใต้เริ่มต้นตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม แต่การกำหนดเป็นนโยบายแยกคนต่างผิวออกจากกันนี้ได้เป็นนโยบายของรัฐหลังจากการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1948 โดยแบ่งแยกพลเมืองในประเทศออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้แก่ พวกผิวดำ ผิวขาว ผิวสี และพวกอินเดีย ที่อยู่อาศัยของประชาชนจะต้องจัดแบ่งแยกกันและถูกบังคับให้โยกย้าย ชนผิวดำถูกกีดกันออกจากสถานะความเป็นพลเมือง ราวหนึ่งในสิบแยกตัวออกไปปกครองตนเอง เรียกว่า บันตูสถาน (Bantustan) ในจำนวนนี้มีการแยกตัวเป็นรัฐอิสระ 4 แห่ง การแบ่งแยกของรัฐบาลรวมไปถึงการกำหนดการศึกษา การรักษาพยาบาล บริการสาธารณะต่างๆ โดยที่คนผิวดำจะได้รับบริการที่ด้อยกว่าคนผิวขาว

การแบ่งแยกผิวนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศอย่างรุนแรง กลายเป็นการลุกฮือ ประท้วง และต่อต้านติดต่อกันจำนวนมาก ซึ่งถูกรัฐบาลสั่งปราบปรามและจำคุกบรรดาผู้นำขบวนการต่อต้านการแบ่งแยกผิวนี้เป็นจำนวนมาก ยิ่งการต่อต้านแผ่กระจายวงกว้างออกไปและรุนแรงขึ้นเพียงใด ฝ่ายปกครองก็ยิ่งตอบโต้ด้วยการกดดันและใช้กำลังรุนแรงมากขึ้นปานกัน

การปราบปรามการต่อต้านการเหยียดผิวเริ่มอ่อนแรงลงในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 จนกระทั่งปี ค.ศ. 1990 ประธานาธิบดี เฟรเดอริก วิลเลม เดอ เคลิร์ก จึงได้เริ่มการเจรจาเพื่อยุติปัญหาการเหยียดผิว ต่อมาได้มีการเลือกตั้งแบบหลากชนชาติภายใต้ระบบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1994 ซึ่งผู้ชนะการเลือกตั้งคือพรรคสมัชชาแห่งชาติแอฟริกา โดยการนำของ เนลสัน มันเดลา แต่ร่องรอยของการเหยียดผิวยังคงส่งผลต่อนโยบายทางการเมืองและสังคมของประเทศแอฟริกาใต้อยู่